หลังจากที่ผมได้ดู The Shawshank Redemption
จริงๆ เรื่องนี้ผมเคยดูมานานแล้วครับ
และมันเป็นหนังไม่กี่เรื่องที่ผมอยากจะลบความจำในหัว...
"ซึ่งเรียนตามตรงว่า ถ้ามีปุ่มลบความทรงจำ ผมคงกดลบหนังเรื่องนี้ออกจากหัว เพื่อจะได้กลับมาดูใหม่อีกครั้ง"
เพราะ... ความรู้สึกหลังดูจบในครั้งแรก มันรู้สึก "ว้าว" จริงๆๆ ครับ...
หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีฉากแอกชั่นที่ดูหวือหวาเหมือนหนังไซไฟอื่นๆ นะครับ
แต่มันคือความว้าวที่เกิดจากการเล่าเรื่อง
หนังค่อยๆ เดินไปอย่างช้าๆ ให้คุณได้รู้จักตัวละคร ได้เห็นชีวิตของคนในคุก ได้เห็นความสิ้นหวัง ความเคยชิน และการที่มนุษย์สามารถปรับตัวกับอะไรก็ได้ แม้กระทั่งการใช้ชีวิตอยู่หลังกำแพง
พอดูไปเรื่อยๆ คุณจะเริ่มเข้าใจว่าทุกเหตุการณ์ ทุกบทสนทนา ทุกตัวละคร ล้วนมีความหมาย
สิ่งที่ผมชอบที่สุดของหนังเรื่องนี้ มันคือบางอย่างที่หนังมันค่อยๆ ปูพื้นไว้ตลอดทั้งเรื่อง
นั่นคือ ความหวัง ครับผม..
ในคุกที่ใช้ชีวิตซ้ำๆ ทุกวัน .. ความหวังคือสิ่งเดียวที่ทำให้คนคนหนึ่งยังเป็นมนุษย์อยู่ ครับ (ลองนึกภาพ ถ้าคุณใช้ชีวิตแบบไม่มีหวัง มันจะเป็นยังไง)
มีประโยคหนึ่งในหนังที่ผมยังจำได้

[ภาพจาก: https://www.magicalquote.com/moviequotes/hope-is-a-good-thing/]
หลายคนตีความว่ามันเป็นประโยคสร้างกำลังใจ
แต่สำหรับผม ผมรู้สึกมากกว่านั้นนะครับ..
เพราะความหวังเพียงอย่างเดียว ไม่ได้เปลี่ยนชีวิตใคร
สิ่งที่เปลี่ยนชีวิต คือการลงมือทำทุกวัน แม้จะยังมองไม่เห็นผลลัพธ์
มีอีกฉากหนึ่งที่ผมชอบมาก แต่หลายคนอาจไม่ได้จำ มันคือฉากที่แอนดี้เขียนจดหมายถึงวุฒิสภาเพื่อของบสร้างห้องสมุด
เขาส่งจดหมาย สัปดาห์ละ 1 ฉบับ ติดต่อกันนานถึง 6 ปี
จนสุดท้ายเขาได้รับเช็ค 200 ดอลลาร์ (มันน้อยมากๆๆ เทียบกับเวลาหกปี) พร้อมหนังสือใช้แล้วจำนวนหนึ่ง และข้อความประมาณว่า
"กรุณาหยุดส่งจดหมายมาได้แล้ว"
ถ้าเป็นคนส่วนใหญ่ อาจดีใจแล้วหยุด
แต่แอนดี้กลับพูดกับผู้คุมว่า
"งั้นจากนี้ผมจะส่งสัปดาห์ละ 2 ฉบับ" (ผู้คุมยังบอกประมาณว่า ฉันเชื่อแล้วว่านายมันบ้า)
มีคลิปฉากนี้ครับ https://www.tiktok.com/@suelovemimi/video/7278206927664844074
.
.
ฉากนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า ความหวังที่แท้จริง ไม่ใช่การนั่งรอให้โลกใจดีกับเรา
แต่มันคือการลงมือทำซ้ำๆ แม้จะไม่มีใครตอบกลับหรือยังไม่เห็นผลลัพธ์ก็ตาม
.
.
สิ่งที่ผมชอบคือ..
แอนดี้ ไม่ได้รอปาฏิหาริย์อะไรทั้งนั้น แต่เขาค่อยๆ ทำทีละนิด (ไม่ว่าจะเรื่องแหกคุก หรือเรื่องอื่นๆ)
วันแล้ววันเล่า ..ปีแล้วปีเล่า ซึ่งเนียนจนไม่มีใครสังเกต..
ถ้ามองแค่วันเดียว สิ่งที่เขาทำแทบไม่มีความหมายเลยนะครับ..
แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลาย ๆ ปี
รูเล็กๆ ก็กลายเป็นทางออก
ผมว่ามันไม่ต่างจากชีวิตของพวกเราหลายคน
บางครั้งเรารู้สึกว่า...
ทำไปก็ไม่เห็นผล
เขียนบทความหนึ่งบท ไม่มีคนอ่าน
เขียนโปรแกรมหนึ่งวัน ยังไม่เสร็จ
ออกกำลังกายหนึ่งวัน หุ่นก็เหมือนเดิม
เก็บเงินหนึ่งเดือน เงินก็ยังน้อย
แต่ถ้าเราหยุดเพราะผลลัพธ์ยังไม่มา
เราก็จะไม่มีวันเห็นวันที่อุโมงค์ที่สามารถเดินทะลุออกไป ((คมว่ะ))
.
.
หนังเรื่องนี้ยังพูดถึงอีกเรื่องที่ผมชอบมาก คือ การติดอยู่กับกรอบ
บางคนไม่ได้ถูกขังอยู่ในคุก แต่ถูกขังอยู่กับความเคยชิน
กับงานเดิม กับความกลัว กับคำพูดของคนอื่น หรือ กับความคิดที่ว่า ชีวิตก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ .. อยู่บนโลกแห่งความเป็นจริงเถอะ .. มันยาก!!
จนวันหนึ่ง แม้ประตูจะเปิดแล้ว ก็ยังไม่กล้าเดินออกไป ซึ่งผมคิดว่านี่แหละคือสิ่งที่หนังพยายามจะบอก
กำแพงที่แข็งแรงที่สุด ไม่ใช่กำแพงปูน คอนกรีตหรือกำแพงเหล็กนะครับ แต่คือกำแพงในหัวของเราเองเว้ย!
พอดูหนังเรื่องนี้จบอีกครั้ง ซึ่งทราบกันดีว่าหนังมันไม่ได้เปลี่ยน
แต่คนดูต่างหากที่เปลี่ยน ..ขยายความ คือ ตอนที่ผมดูตอนแรก ผมอาจจะไม่เห็นประเด็นบางอย่างที่ละเอียด
แต่พอเวลาผ่านไป .. เรามีประสบการณ์มากขึ้น และมีความคิดเชิงวิเคราะห์มากขึ้น มันก็ทำให้เราเห็นแง่มุมในหนังมากขึ้น..
ซึ่งแน่นอนว่า พอโตขึ้น ผมกลับมองเห็นรายละเอียดเล็กๆ ที่เมื่อก่อนมองข้าม
เข้าใจความรู้สึกของตัวละครมากขึ้น ..เข้าใจว่าการรักษาความหวังไว้ในวันที่ทุกอย่างดูมืดมน มันยากแค่ไหน
และบางที... หนังที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่หนังที่ดูแล้วลุ้นที่สุด
แต่คือหนังที่ทำให้เรากลับมาคิดถึงชีวิตของตัวเอง หลังจบไปแล้ว
สำหรับผม The Shawshank Redemption ก็ยังคงเป็นหนังแบบนั้น
เป็นหนังที่ไม่ได้แค่เล่าเรื่องของนักโทษคนหนึ่ง
แต่มันกำลังเล่าเรื่องของมนุษย์ทุกคน ที่ต่างก็พยายามขุดอุโมงค์ของตัวเอง
เพื่อออกไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า และแน่นอน มันต้องมีบางคน เลิกขุด เพราะยังไม่เห็นผลลัพธ์ในวันนี้
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อ คือ .. ความขยันและความพยายาม แม้ว่ามันจะไม่ไปถึงจุดสูงสุดที่เราวางไว้
แต่อย่างน้อย ผมเชื่อว่า มันต้องดีกว่าเดิมแน่นอนครับ