Terry Davis

Terry Davis

ผมบังเอิญไปเจอคลิปหนึ่งใน YouTube มันเป็นภาพของคนคนหนึ่งกำลังนั่งเขียนโค้ดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์กาก ๆ ตัวหนังสือสีจัดจ้านบนพื้นหลังทึบสไตล์ระบบปฏิบัติการยุคเก่าที่ไม่มีใครเขาใช้กันแล้ว แต่สิ่งที่แสดงอยู่บนจอนั้นกลับดึงดูดสายตาผมมากครับ

คนในคลิปพูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการที่เขาสร้างขึ้นมาเอง เขาพูดเร็วมาก ราวกับว่าสมองกำลังประมวลผลความคิดอยู่ตลอดเวลา บางจังหวะเขาก็หัวเราะขึ้นมาเฉย ๆ บางช่วงก็เงียบเสียงจนผมจะรั่ว ...แล้วคนในคลิปก็ก้มหน้าก้มตาคีย์โค้ดต่อ...

ตอนแรกผมไม่ได้คิดอะไรมาก นึกว่าเป็นแค่คอนเทนต์ของโปรแกรมเมอร์ที่ทำโปรเจกต์ส่วนตัวขำ ๆ บนโลกอินเทอร์เน็ต แต่พอเปิดดูไปเรื่อย ๆ ผมเริ่มสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ไม่ปกติ มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายยาก เขาไม่ได้พูดเหมือนคนที่กำลังพรีเซนต์งานให้คนอื่นฟัง แต่เขาพูดเหมือนกำลังอธิบายสิ่งที่ เขาเห็นอยู่คนเดียว แม้ภาษาอังกฤษของผมจะไม่ได้แข็งแรงนัก แต่ผมรับรู้ได้ทันทีว่าคนๆ นี้มีความแปลกประหลาดที่ดิ่งลึกเกินกว่าคนทั่วไป

ชื่อของเขาคือ Terry Davis และระบบปฏิบัติการที่เขาลงแรงสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวคนเดียว มีชื่อว่า TempleOS ครับ

ในโลกวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เป็นที่รู้กันดีว่า ระบบปฏิบัติการ (OS) ไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างกันขึ้นมาได้ง่าย ๆ มันคือแกนกลางที่ควบคุมทุกอย่างตั้งแต่การเปิดเครื่อง การจัดสรรหน่วยความจำ ไปจนถึงการรันโปรแกรม ทุกรายละเอียดต้องเสถียร แม่นยำ และต้องอาศัยความเข้าใจสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ในระดับที่ลึกซึ้ง ซึ่งปกติแล้วต้องใช้ทีมในการช่วยกันคิดส่วนต่างๆ

แต่ Terry Davis ทำมันทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว

เมื่อผมเริ่มขุดค้นประวัติของเขาต่อ จึงได้เข้าใจว่าเรื่องราวของ Terry มีมิติที่ซับซ้อนกว่าแค่คำว่า เก่ง หรือ ไม่เก่ง ... เทอร์รี่เติบโตมาในยุคที่คอมพิวเตอร์ยังไม่ได้เป็นเครื่องมือสำเร็จรูปเหมือนทุกวันนี้ เขาอยู่ในยุคที่การเขียนโปรแกรมหมายถึงการทำความเข้าใจข้อจำกัดของฮาร์ดแวร์จริง ๆ ต้องสั่งการลงไปถึงระดับ Assembly ซึ่งเป็นภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษาเครื่องที่สุด คนที่จะเชี่ยวชาญในระดับนี้ได้ ต้องมีวิธีคิดที่เป็นระบบ มีตรรกะและเหตุผลที่เชื่อมโยงกันเป็นชั้น ๆ อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเทอร์รี่คือหนึ่งในบุคคลระดับท็อปของสายงานนี้ ชีวิตการทำงานช่วงแรกของเขาดำเนินไปได้ด้วยดีในฐานะวิศวกรระบบ ไม่มีวี่แววเลยว่าทิศทางชีวิตของเขาจะหักเหหรือไปทิศทางอื่น

แต่ทว่า จุดเปลี่ยนในชีวิตของเขาไม่ได้เกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน แต่มันค่อย ๆ ซึมลึกทีละนิด ในช่วงวัยผู้ใหญ่ช่วงแรก.. ความคิดของเทอร์รี่ที่มีต่อโลกเริ่มเปลี่ยนไป สิ่งรอบตัวที่คนทั่วไปมองข้ามเริ่มมีความหมายแฝง เหตุการณ์บางอย่างดูเหมือนมีรูปแบบลึกลับซ่อนอยู่ และเมื่อความคิดเหล่านี้เริ่มสะสมโถมทับ มันไม่ได้จางหายไป แต่มันกลับกลายเป็น กรอบความจริงชุดใหม่ ที่เขาใช้ตีความทุกอย่างบนโลก (กรอบความจริงในมุมของเขาแหละ)

ต่อมาเขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น โรคจิตเภท ซึ่งเป็นภาวะที่สมองรับรู้และตีความความจริงแตกต่างไปจากคนทั่วไป แต่อยากให้เข้าใจตรงกันว่า อาการของเขาไม่ใช่การ พูดจาไม่รู้เรื่อง แบบคนไร้สติ แต่มันคือการที่เขามี ความจริงอีกชุดหนึ่ง ที่เด่นชัดและมีน้ำหนักมากสำหรับตัวเขาเอง

ในโลกใบนั้นของเทอร์รี่ ความเชื่อเรื่องศาสนาและพระเจ้ากลายเป็นศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่ง เขาปักใจเชื่ออย่างสนิทใจว่าตัวเองได้รับโองการจากพระเจ้าให้สร้าง วิหารแห่งที่สาม ขึ้นมา และวิหารที่ว่านั้น... จะต้องถูกสร้างขึ้นในรูปแบบของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์

แทนที่เขาจะถอยห่างจากโลกเทคโนโลยีเพื่อรักษาตัว เทอร์รี่กลับเลือกที่จะเดินหน้าเข้าหาภารกิจที่แทบเป็นไปไม่ได้ เขาขังตัวเองอยู่ในห้อง(ตามข้อมูลที่มีคือเขาขังตัวเองอยู่ในบ้านของพ่อกับแม่) และลงมือสร้างระบบปฏิบัติการขึ้นมาใหม่ตั้งแต่ศูนย์ ครับ

ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคือ TempleOS ระบบปฏิบัติการที่แปลกประหลาดที่สุดในประวัติศาสตร์ 55555+ มันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สวยงามตามพิมพ์นิยมของยุคใหม่ ไม่รองรับอินเทอร์เน็ต แสดงผลได้เพียง 16 สี บนความละเอียด 640x480 เท่านั้น เพราะเขาอ้างว่านั่นคือข้อจำกัดที่พระเจ้ากำหนดไว้

แต่ในขณะที่โลกดิจิทัลของเขากำลังสมบูรณ์แบบ ชีวิตในโลกความจริงของเขากลับค่อย ๆ พังทลาย ความคิดของเขาเตลิดเปิดเปิงห่างไกลจากผู้คนออกไปเรื่อย ๆ ครับ ..การสื่อสารเริ่มหลุดออกจากกรอบของสังคม บรรดาชาวเน็ตที่เข้ามาดูเขา บ้างก็ยกย่องเขาเป็นอัจฉริยะ บ้างก็มองเขาเป็นคนบ้าที่หลุดไปแล้ว ครับ

แต่วันนี้ พอผมมองย้อนกลับไปที่คลิปแรกที่ผมได้เจอ... ภาพของ Terry Davis ที่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ มันไม่ใช่แค่คลิปแปลก ๆ บนอินเทอร์เน็ตอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือภาพจำของชีวิตมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งเป็นชีวิตที่ติดอยู่ ระหว่างเส้นแบ่งบาง ๆ ของ ความอัจฉริยะมากเกินไป กับ ความบ้าคลั่งที่กลืนกินเขาไปจนหมด

เทอร์รี่ได้ทิ้งสิ่งที่เขาทำเอาไว้เป็นอนุสรณ์... เพื่อบอกให้โลกโปรแกรมเมอร์ได้รู้ว่า ครั้งหนึ่งเคยมีคนที่ยอมสละทุกอย่าง เพื่อแลกกับการสร้างโลกทั้งใบขึ้นมาด้วยตัวเขาเองเพียงคนเดียว สิ่งที่เค้าทำมันคือความหลงใหล ไม่ใช่เงินทองหรือยศฐาบรรดาศักดิ์ใดๆ ทั้งสิ้น

Rest in Peace, Terry Davis. ครับผม

A

Aunhelloworld

Writer at Aunhelloworld