ตวัดกระบี่เพียงครั้งเดียว

ฟังอาจารย์มิกซ์เล่าเรื่อง สามก๊ก ..

Sima Yi

ผมมองว่า บุคคลที่น่าสนใจที่สุดคนหนึ่ง คือ สุมาอี้ ครับ

ซึ่งผมมองว่า สุมาอี้ ถือเป็นบุคคลหนึ่ง ที่เข้าใจธรรมชาติของอำนาจ สภาวะธรรมชาติของจิตใจมนุษย์

สุมาอี้ไม่ได้เป็นคนที่ไม่มีความทะเยอทะยานนะครับ แต่กลับตรงกันข้าม ว่าเขาเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูงมากกกก
เพียงแต่เขาสามารถควบคุมมันไม่ให้แสดงออกให้คนรอบข้างได้รับรู้ สุมาอี้ไม่ได้ปล่อยให้ความต้องการของตัวเองแสดงออกมาจนกลายเป็นภัยต่อตัวเอง เพราะในยุคที่อำนาจเต็มไปด้วยความหวาดระแวง การแสดงให้คนอื่นรู้ว่าเราต้องการอะไร อาจเป็นอันตรายยิ่งกว่าการไม่มีความสามารถครับ

โดยเฉพาะเมื่อคนที่อยู่เหนือสุมาอี้ คือโจโฉ ผู้เป็นทั้งนักการเมือง นักยุทธศาสตร์ และผู้นำที่มีความสามารถในการมองคนอย่างลึกซึ้ง
คนประเภทนี้ย่อมต้องการคนเก่งมาช่วยงานก็จริง แต่ในขณะเดียวกันก็ย่อมไม่ปล่อยให้คนที่อาจเป็นภัยเติบโตขึ้นมาโดยไม่จับตามอง

อาจารย์มิ๊กซ์ พูดในคลิปว่า จงทำดีแต่อย่าเด่น จะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน .. 5555+

สุมาอี้จึงเลือกวิธีที่แตกต่างออกไป เขาไม่ได้พยายามแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขาเก่งแค่ไหน

แต่กลับพยายามทำให้ตัวเองดูไม่เป็นภัยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

มีเรื่องเล่าว่าในช่วงแรกที่ถูกเรียกตัว เขาถึงขั้นแกล้งป่วยเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจ
เพราะเขารู้ดีว่าการออกมายืนอยู่ในเวลาที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้คนอื่นมองเห็นความทะเยอทะยานของเขาเร็วกว่าที่ควรจะเป็นครับ

ผมคิดว่าตรงนี้เป็นบทเรียนที่น่าสนใจมากสำหรับโลกในปัจจุบัน เพราะคนส่วนใหญ่มักถูกสอนว่า ถ้าเก่งก็ต้องแสดงออก ถ้ามีความสามารถก็ต้องรีบพิสูจน์ตัวเอง และถ้ามีเป้าหมายก็ต้องประกาศให้โลกรู้ แต่ในความเป็นจริง การแสดงความสามารถออกมาทั้งหมดในทุกสถานการณ์ไม่ได้ทำให้เราได้เปรียบเสมอไป บางครั้งมันกลับทำให้เราเป็นเป้าหมายก็ได้

อาจารย์มิกซ์เคยพูดในคลิปนึง ประมาณว่า ทำไม่ดี ถูกเวลา ก็ไม่ดี, ทำดี ไม่ถูกเวลา ก็ไม่ดี แต่ทำดี ถูกเวลา นั่นแหละดี .. อาจไม่เป๊ะ แต่ผมสรุปใจความประโยคได้ประมาณนี้ครับ..

สุมาอี้จึงไม่ได้ใช้เพียง IQ แต่ใช้ EQ ควบคู่กันไป เขาสามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้อย่างมาก เพราะในโลกของอำนาจ

การควบคุมตัวเองบางครั้งมีค่ามากกว่าการควบคุมคนอื่นซะอีก

สำหรับผม นี่คือความแข็งแกร่งรูปแบบหนึ่งที่บางครั้ง เราอาจมองข้ามไป

บางครั้งการรักษาเป้าหมายของตัวเองสำคัญกว่าการรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองนะครับ

คนจำนวนมากเสียโอกาสเพียงเพราะต้องการชนะในเรื่องเล็กๆ ต้องการให้คนอื่นยอมรับว่าตัวเองเจ๋ง ต้องการเอาคืนเมื่อถูกดูถูก หรือต้องการพิสูจน์ว่าตัวเองเก่งกว่าอีกฝ่าย ทั้งที่บางครั้งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นเลยในระยะยาวครับ

สุมาอี้กลับเลือกเกมที่ยาวกว่านั้น

เขาไม่ได้พยายามชนะทุกครั้ง แต่เขาพยายามทำให้ตัวเอง ยังอยู่ในเกมได้ต่อไปเรื่อยๆ

และนี่อาจเป็นหนึ่งในบทเรียนที่สำคัญที่สุดจากชีวิตของสุมาอี้ครับ

เพราะโลกไม่ได้มีเพียงคนเก่ง แต่เต็มไปด้วยคนเก่งที่หายไปก่อนจะถึงวันที่ตัวเองมีโอกาส
หลายคนมีศักยภาพสูงมากแต่ไม่ได้แสดง ภาษาวัยรุ่น คือ คนนี้แม่งเจ๋งชิบหาย แต่ไม่มีโอกาสได้ฉาย หรือแสดงศักยภาพ
ซึ่งมีโคตรเยอะ และผมก็เห็นจากคนรอบข้างผมมากมายที่มีความสามารถในเรื่องหนึ่ง แต่แม่งถูกหยุดเอาไว้

บางคนเก่งมาก แต่ใจร้อน

บางคนฉลาดมาก แต่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้

บางคนมีความสามารถ แต่แพ้ให้กับอีโก้ของตัวเอง

บางคนมองเห็นโอกาส แต่รีบคว้ามันในเวลาที่ไม่เหมาะสม

สุมาอี้แตกต่างออกไป เพราะเขาเข้าใจว่าโอกาสบางอย่างไม่จำเป็นต้องรีบคว้า
สิ่งที่ต้องทำก่อนคือรักษาตัวเองให้มีชีวิตอยู่จนถึงวันที่โอกาสนั้นมาถึง

ตรงประโยคที่ว่า เขาเข้าใจว่าโอกาสบางอย่างไม่จำเป็นต้องรีบคว้า ..
เรามักจะได้ฟังคำพูดว่า มีโอกาสต้องรีบคว้า ซึ่งนั่นใช่ ครับ ซึ่งถ้าเราลอง zoom out ออกมาดูสถานการณ์
เราอาจต้องอ่านให้ขาดว่า ถ้าเราคว้าสิ่งนี้ อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

เช่น

"เมื่อเราช่วยชีวิตเด็กที่กำลังจะตาย ซึ่งเด็กคนนั้นกำลังจะเอาระเบิดติดตัวไปบอมตัวเองในย่านที่คนเยอะ"

ถ้าเราไม่เห็นสถานการณ์ทั้งหมด เราจะต้องช่วยเด็ก แต่ลองคิดอีกมุม สมมติเรา zoom out ได้เฉียบคมและเห็นสถานการณ์ทั้งหมด

เราอาจเลือกไม่ช่วยเด็กก็ได้ (สังคมจะได้ประโยชน์สูงสุดกว่า)

สรุปเป็นประโยครวมได้ว่า ทุกการกระทำในปัจจุบัน จะมีผลต่อสถานการณ์ถัดไปเสมอ และสุมาอี้นี่แหละ ที่อ่านได้ขาดเป็นอย่างมาก
(หรืออาจมองว่าบังเอิญก็ได้นะ)
.
.

ตลอดช่วงชีวิตของเขา เขาผ่านการเปลี่ยนแปลงของอำนาจมาหลายยุคสมัย ผ่านทั้งโจโฉ โจผี โจยอย และโจฮอง ในช่วงเวลาที่คนจำนวนมากเข้ามามีอำนาจแล้วก็หายไป สุมาอี้กลับยังคงอยู่

สุมาอี้แข่งกับคนอื่นด้วยเวลาและจังหวะ และยิ่งเวลาผ่านไป เขาก็ยิ่งมีประสบการณ์ มีความสัมพันธ์ มีความเข้าใจระบบ และเข้าใจธรรมชาติของผู้คนมากขึ้น

สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนที่มองไม่เห็น แต่เมื่อถึงวันที่สถานการณ์เปลี่ยนหรือเหมาะสมและเห็นสถานการณ์ถัดไป ต้นทุนทั้งหมดก็สามารถถูกนำมาใช้พร้อมกันได้

ผมจึงคิดว่าคนที่มีเป้าหมายใหญ่ในชีวิตควรเข้าใจคำว่า ระยะยาว ให้มากขึ้น เพราะบางครั้งชีวิตของเราอาจไม่ได้กำลังล้มเหลว เพียงแต่สิ่งที่เรากำลังสะสมอยู่นั้นยังไม่ถึงเวลาที่จะออกดอกออกผล (คิด + ไว้ก่อน 5555)

การเรียนรู้ การทำงาน การสร้างประสบการณ์ การรู้จักผู้คน หรือแม้แต่ช่วงเวลาที่เราต้องถอยออกมาจากบางสถานการณ์ สิ่งเหล่านี้อาจดูเหมือนไม่มีความหมายในวันนี้ แต่เมื่อวันหนึ่งสถานการณ์เปลี่ยน เราอาจพบว่าสิ่งที่สะสมมาตลอดหลายปี กลายเป็นข้อได้เปรียบที่คนอื่นไม่มีก็ได้ครับ

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมมองว่าน่าศึกษาจากสุมาอี้ คือการลดอีโก้ของตัวเองลงจนแทบไม่เหลือ

คนฉลาดจำนวนมากแพ้เพราะอยากให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองฉลาด

คนเก่งจำนวนมากพลาดเพราะอยากให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองเก่งขนาดไหน

แต่สุมาอี้สามารถยอมให้คนอื่นเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวเขาได้ หากมันเป็นประโยชน์ต่อเป้าหมายในระยะยาว

ในช่วงที่โจซองมีอำนาจและพยายามลดบทบาทของสุมาอี้ มีเรื่องเล่าว่า เขาถึงขั้นแสร้งทำเป็นชายชราที่เจ็บป่วย หูหนวก ตาฝ้าฟาง และไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามเชื่อว่าเขาหมดพิษสงแล้ว

ลองคิดดูว่าคนคนหนึ่งต้องมีความสามารถในการควบคุมอีโก้ของตัวเองมากแค่ไหน จึงสามารถยอมให้ศัตรูมองว่าตัวเองไร้ความสามารถ ทั้งที่ภายในยังคงเฝ้ารอโอกาสอยู่

สำหรับผม นี่คือความหมายของคำว่า ซ่อนคม ดับกลิ่น

แน่นอนว่าเราไม่จำเป็นต้องนำเรื่องของสุมาอี้ไปตีความว่าโลกนี้เต็มไปด้วยการหลอกลวง หรือเราต้องใช้ชีวิตด้วยการเสแสร้งกับทุกคน เพราะแก่นแท้ของเรื่องนี้ไม่ใช่การเป็นคนเจ้าเล่ห์ แต่คือการรู้จักควบคุมตัวเองและรู้จักจังหวะของชีวิตครับ

บางครั้งสิ่งที่สำคัญกว่าการเอาชนะคนตรงหน้า คือการรักษาตัวเองให้สามารถไปถึงเป้าหมายที่ใหญ่กว่าได้

เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ สุมาอี้อาจไม่ได้เป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในทุกช่วงเวลา แต่เขากลับเป็นหนึ่งในคนที่สามารถอยู่จนถึงบทสุดท้ายได้ และท้ายที่สุด อำนาจของตระกูลสุมาก็กลายเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การสถาปนาราชวงศ์จิ้นในเวลาต่อมา

นั่นทำให้ผมรู้สึกว่า ชีวิตบางครั้งไม่ได้วัดกันว่าใครโดดเด่นที่สุดในวันนี้

แต่วัดกันว่าใครสามารถรักษาตัวเอง รักษาเป้าหมาย และเดินต่อไปได้นานนแค่ไหน

เพราะคนที่ยืนอยู่ในแสง อาจถูกมองเห็นก่อนใคร แต่คนที่ยืนอยู่ในที่ลับ อาจมองเห็นทุกอย่างได้ชัดกว่าครับ.
.
.

เราไม่จำเป็นต้องรีบแสดงให้โลกเห็นว่าเรามีอะไรอยู่ในมือ บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้ คือ การสะสมความรู้ สะสมประสบการณ์ สร้างความแข็งแกร่ง และรอให้เวลาทำหน้าที่ของมัน

เพราะเวลาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเอาชนะได้ สถานการณ์ที่วันนี้ปิดกั้นเรา อาจเปลี่ยนไปในวันหนึ่ง

ผมจึงมองสุมาอี้ไม่ใช่ในฐานะคนที่ชนะเพราะเขาเก่งที่สุด แต่เป็นคนที่ชนะเพราะเขารู้จักรอ อดทน ยอมเสียทรงต่อสายตาคนอื่นในบางเวลา

และนี่คือประโยคที่ถูกแชร์กันมากในอินเทอร์เน็ต คือ....

ข้าตวัดกระบี่ครั้งเดียวก็จริง แต่รู้ไหมว่าลับกระบี่มาสิบกว่าปีแล้ว

ผมขอเป็นกำลังใจให้ผู้อ่านทุกคนที่กำลังลับกระบี่อยู่นะครับ :D

A

Aunhelloworld

Writer at Aunhelloworld