ทำจิตใจให้เสมอกับดิน เสมอกับน้ำ เสมอกับอากาศ

ส่วนหนึ่งผมฟังมาจากพระอาจารย์คึกฤทธิ์อีกที ครับ แต่ผมจะเขียนสไตล์ผมและเติมแต่งตามความเห็นส่วนตัวบ้างนิดหน่อย
ฉะนั้นอาจไม่ใช่คำพูดของพระพุทธเจ้า 100% และจะเป็นการเขียนไปตามสไตล์ผมนะครับ
.
.

พระพุทธเจ้าเคยอุปมาเรื่องจิตไว้แบบนี้ครับ.....

ถ้ามีช่างทาสีคนหนึ่ง ถือพู่กันกับสี แล้วพยายามจะเอาสีไปป้าย หรือ ทาลงบนอากาศ ไม่ว่าจะป้ายกี่ครั้ง สีจะมากแค่ไหน สุดท้ายก็ไม่มีอะไรติดอยู่ดี

เพราะอากาศไม่มีพื้นผิวให้สีเกาะ

จิตที่ฝึกดีแล้วก็เป็นแบบนั้นครับ...

คนจะเอาคำชมหรือคำด่า เช่น เอาความเกลียด ความโกรธ ความดูถูก ความคาดหวัง หรือแม้แต่ความรักมาป้ายใส่เรา มันก็ไม่จำเป็นต้องติดอยู่ในใจ
ไม่ใช่ว่าเราไม่รู้สึกนะครับ เพราะความรู้สึกมันบังคับกันไม่ได้ เพราะมันเป็นธรรมดาของระบบขันธ์5 ของเรา แต่ถ้าเป็นอิสระจากขันธ์ เราก็จะเป็นอิสระต่อสิ่งที่มากระทบตัวเรา นั่นคือคำชมหรือด่า ครับ

พระพุทธเจ้าก็เปรียบอีกแบบนึงนะครับ คือ..
.
มีบุรุษคนนึงต้องการเผาแม่น้ำคงคา เขาสุมฟืน จุดไฟ แล้วพยายามทำให้น้ำทั้งแม่น้ำเดือด

แต่แม่น้ำก็ยังเป็นแม่น้ำ

สุดท้ายคนที่เหนื่อยไม่ใช่แม่น้ำ

ต่อมา เป็นการอุปมาทำจิตใจให้เสมอดิน .
.
.

คนจะเอาจอบมาขุด, เอาน้ำลายมาถ่ม, เอาเท้ามากระทืบ

ดินก็ยังเป็นดิน มันไม่ได้ลุกขึ้นมาทะเลาะกับคนที่เหยียบมัน

... สิ่งที่มากระทบ ไม่ได้มีอำนาจสั่งให้ดินต้องเป็นอะไร

จิตที่ฝึกแล้วก็เช่นเดียวกัน

ถูกชมก็ไม่ต้องรีบหลงไปกับคำชม

เพราะคำชมก็เป็นเพียงสิ่งที่มากระทบ

ตั้งจิตกลับมาอยู่กับวิหารธรรมที่เราฝึกอยู่เป็นประจำ จะเป็นอานาปานสติหรือกรรมฐานที่เราถนัดก็ได้

หลังจากอ่านข้อความนี้ ลองทำตามดูนะครับ

คือ

1.สังเกตว่าเรากำลังคิดอยู่

2.หายใจเข้า เรารู้ , หายใจออกเรารู้ คือให้มารู้ลมหายใจ

3.จากข้อ (2) ถ้าเราสังเกตดีๆ ความคิดเราจะหายไปแป๊ปนึง

สามข้อด้านบน คือการทำสมาธิครับ ขยายความคือ เป็นการดึงความคิดมาอยู่ที่ลมหายใจ นั่นคือการหลีกหนีจากความคิดที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดี จะสังเกตได้ว่า พอมารู้ลมหายใจปุ๊บ มันจะกลับไปคิดอีก ซึ่งหน้าที่เรา จะต้องดึงมันจากความคิดมารู้ลมหายใจ นี่ถ้าฝึกหนักๆ เราดับความคิดได้เลย
(คล้ายๆ กับเวลาท่อนเพลงติดในหัว ซึ่งถ้าคนที่ฝึกสมาธิมาดีแล้ว จะสามารถดับท่อนเพลงที่ติดในหัวได้)

แต่ถ้าจะให้ยกระดับแบบพุทธ คือมันจะยกระดับไปอีกขั้น คือ การรับรู้ทุกอารมณ์และความรู้สึก แต่เราเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้ เพราะความรู้สึกเป็นสิ่ง

ที่ควบคุมไม่ได้ เพราะมันแปรผันไปตามสิ่งเร้าที่มากระทบ เช่น คนชม = ดีใจ ใจฟู, คนด่า = โกรธ ใจหมอง ซึ่งมันเป็นธรรมดาของสภาพอารมณ์ที่

แปรผันไปตามสิ่งที่มากระทบครับ แต่!!! ถ้าเราเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้ล่ะ บอกเลยว่าโคตรไร้เทียมทาน กล่าวคือ เราจะกลายเป็นผู้ดูอารมณ์แทน
.

ชมก็รู้ว่าชม

ดีใจก็รู้ว่าดีใจ

แต่ไม่ต้องเอาความดีใจนั้นไปสร้างตัวตนใหม่ว่า

กูเป็นคนเก่ง (แม้มันจะมีความคิดแว๊ปมาโดยอัตโนมัติก็เถอะ ซึ่งมันเป็นธรรมดาของสภาพธรรมครับ)

เพราะเมื่อวันหนึ่งเขาเปลี่ยนจากชมเป็นด่า

ตัวตนที่สร้างจากคำชมก็จะถูกคำด่าทำลายทันที

เช่นเดียวกัน เมื่อถูกประทุษร้าย ถูกทำร้าย หรือถูกกระทบกระทั่ง ก็ไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ใจไหลไปตามความคิดแบบปุถุชนคนปกติ

..วางจิตไว้ให้มีความเมตตาและความเอ็นดู ส่วนจะแอคชั่นกลับอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับเราแล้วล่ะ

พอพูดเรื่องแอคชั่น กับ อารมณ์ นี่ต้องแยกออกจากกันนะครับ

เช่น สมมติคนด่าเรา ในใจเราไม่ได้อะไรหรอก แต่เราอาจจำเป็นต้องแอคชั่น เช่น ตบมันสักที เพราะครั้งถัดไป มันจะได้ไม่มากวนอีก.

หรือ ลูกดื้อ ต้องสั่งสอนโดยหวดสักทีนึง แต่ในใจโคตรจะรักลูกและไม่อยากให้ลูกเจ็บตัวเลย..

ฟังดูย้อนแย้งนะ แต่จริงๆ มันคนละเรื่องเลยครับ (ธรรมะที่มันลึกแล้วลึกอีก จะมาตรวจ Fallacy (ตรรกะวิบัติ หรือ เหตุผลวิบัติ) จากประโยคเทียบประโยค แบบปรัชญาไม่ได้หรอกครับ เพราะนั่นมันทฤษฎี และทฤษฎีหรืออะไรที่วิชาการ มักจะมีกรอบเสมอ จะมาใช้กับธรรมะทั้งหมดไม่ได้ครับ

(( ส่วนตัวผมโคตรเกลียดพิธีการแบบวิชาการชิบหาย คือมันก็ดีในหลายๆด้านแหละ แต่ส่วนตัวผมว่า มันจำกัดอิสรภาพบางอย่าง เพราะจะอธิบายอะไรก็ต้องอ้างทฤษฎีไปเสียหมด ..บางอย่างมันต้องมีข้อยกเว้นบ้าง))

เรื่องความกลัว ..

สิ่งที่เราเห็นหรือได้ยิน ไม่ได้ทำให้เรากลัวขึ้นมาทันทีเสมอไป แต่มันจะเป็นแบบ

ตาเห็น หูได้ยิน

แล้วจิตเข้าไปรู้ เข้าไปคิด เข้าไปปรุงแต่ง ตามกระบวนการ ปฏิจจสมุปบาท

.
.
มันจะเกิดอะไรขึ้น, กูจะเป็นอะไรมั้ยวะ, ถ้าเป็นแบบนั้นจะทำยังไง

จากสิ่งที่เป็นเพียงการกระทบ

จิตปรุงต่อ (คิดไปเรื่อยนั่นแหละ และเราจะฝืนกระบวนการยากมากเพราะนั่นคือสัญชาตญาณทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นของมนุษย์)

แล้วความกลัวจึงค่อย ๆ เกิดขึ้น

เพราะฉะนั้นบางครั้งสิ่งที่เราต้องจัดการไม่ใช่ สิ่งที่เกิดขึ้น

แต่คือ สิ่งที่จิตกำลังสร้างต่อจากสิ่งที่เกิดขึ้น ครับ ซึ่งจริงๆ มันหยุดได้ทันทีเลยนะ ด้วยอานาปานสติ ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนจากสัญชาตญาณทางธรรมชาติให้กลายเป็นผู้ตื่นรู้ แต่ถ้าใครฝึกมาดีหน่อย ก็ปล่อยไหลได้เลย เดี๋ยวจะอธิบายต่อไป

ถ้ามีสติทันตั้งแต่ต้น

เห็นก็แค่เห็น ได้ยินก็แค่ได้ยิน

รู้ว่ากำลังคิด รู้ว่ากำลังปรุงแต่ง(คิดไปเรื่อย)

สิ่งสำคัญคือ อย่าตามความคิดนั้นไป (อย่าตามด้วยอานาปานสติ)

ความกลัวบางอย่างมันก็อาจหยุด

นี่จึงทำให้เรื่องขันธ์ 5 มีประโยชน์มากกว่าการจำชื่อให้ครบ ไม่ต้องไปท่องอะไรให้มากมาย อ่านสิ่งที่ผมพิมพ์แล้วจินตนาการ ก็จะพอเข้าใจ

.. ความโลภ ความโกรธ ความหลงที่เราพูดกันอยู่ทุกวัน มันไม่ได้ไปไหน

มันทำงานอยู่ในขอบเขตของประสบการณ์ที่ประกอบขึ้นเป็นขันธ์ 5 นี่แหละ

มีรูป

เวทนา

สัญญา

สังขาร

วิญญาณ

เมื่อเราเห็นว่าขณะนี้จิตกำลังไปจับอะไร กำลังรู้อะไร กำลังปรุงอะไร เราจะเริ่มเห็นช่องว่าง

นั่นคือ

สิ่งที่เกิดขึ้นในความคิด

กับ [ สติ ]

สิ่งที่กูเป็น รู้สึก ไม่รู้จะอุปมายังไงครับ

และช่องว่างตรงนั้นแหละ ที่ผมวงเล็บไว้

คือพื้นที่ของสติ

คนทั่วไปถูกด่าแล้วกลายเป็นคนโกรธ

ถูกชมแล้วกลายเป็นคนหลง

เจอสิ่งน่ากลัวแล้วกลายเป็นคนกลัว

แต่คนที่ฝึกจิต จะเริ่มเห็นว่า

ความโกรธกำลังเกิด

ความดีใจกำลังเกิด

ความกลัวกำลังเกิด

ไม่ใช่

กูคือความโกรธ, กูคือความกลัว, กูต้องเป็นแบบนี้ = สลิ้งแตก

ถ้าเรามีสติ เราจะเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ ย่อมเริ่มปล่อยสิ่งเหล่านี้ได้ (สังเกตนะ ผมใช้คำว่า เริ่ม ไม่ใช่ ย่อมปล่อยสิ่งเหล่านี้ได้)

สุดท้ายแล้วการฝึกจิต ไม่ใช่เป็นการเฉยชาเป็นตอไม้ เรียบร้อย แบบคนปฏิบัติธรรมหรอก
(ระดับ เริ่มต้นอาจใช่ ดูนิ่งๆ เพราะมันติดสมาธิ ติดอารมณ์เดียว แต่ถ้าคุณไปเจอระดับเอกเพิร์ตเมื่อไหร่นะ คุณจะแยกไม่ออก เพราะคนเหล่านี้อาจแอคชั่นเหี้ยๆ เลวๆ ก็ได้ แต่เขาเป็นอิสระจากสภาพอารมณ์)

เช่น คู่แม่ลูกสองคู่
คู่แรก ตีลูกเพราะโกรธ
คู่ที่สอง ตีลูกแต่จำเป็นต้องตี ไม่ได้โกรธเลย

เห็นสองคู่นี้มั้ยครับ ว่า แอคชั่นเหมือนกัน แต่ข้างในไม่เหมือนกัน

การที่ มีอะไรเกิดขึ้นก็รู้ มีอะไรมากระทบก็เห็น แต่ไม่จำเป็นต้องเอาทุกอย่างเข้ามาเป็นเจ้าของ

เหมือนอากาศ, น้ำ, ดิน

ใครจะเอาสีมาป้าย ก็ป้ายไป ใครจะเอาฟืนมาเผา ก็เผาไป ใครจะเอาจอบมาขุดก็ขุดไป

สิ่งที่เขาทำอาจเกิดขึ้นจริง --> แปลคือ เขาทำดี เราก็รู้สึกดี เขาทำแย่เราก็รู้สึกแย่

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจเรา ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามที่เขาต้องการ ไม่ใช่ว่า เขาให้ควยเรา เราก็ต้องรู้สึกควย

เพราะเมื่อเราอิสระจากจิต (โดยใช้สติเป็นเครื่องมือไปก่อน)

เราก็จะไร้เทียมทานครับ

ปล.แอคชั่นกับจิตใจเป็นอีกเรื่องนึงนะครับ เพราะใครให้ ควยเรา (ฟักยู) เราก็ให้กลับได้ครับ แต่สิ่งสำคัญคือ จิตใจเราห้ามควยตามไปด้วย

จงมีสติเป็นเครื่องมือครับ แค่นี้ผมถือว่าเอ็กเพิร์ตแล้วครับ แต่ถ้าจะไประดับ Elite นี่คือ สติไม่จำเป็น
ซึ่งมันเกินกว่าจะใช้คำมาอธิบาย กล่าวคือ ผมมีสติปัญญาไม่มากพอที่จะเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดได้ครับ

ขอบคุณที่อ่านจนจบ